4 Rules คริสต์มาสเบิกบาน แต่...งบของของขวัญเด็กๆต้องไม่บาน




ทุกๆ ปี พ่อแม่ต่างปวดหัวกันว่าจะเลือกอะไรเป็นของขวัญคริสต์มาสให้ลูกๆ ดี ปัญหามีทั้งเรื่องไม่รู้ว่าจะเลือกของแบบไหน หรือจะหางบมาซื้อของที่เล็งๆ ไว้ได้ไหม และบ่อยครั้งที่คุณอาจเผลอจับจ่ายเพลินจนเกินงบไปแบบไม่รู้ตัว ลงเอยโดยที่คุณกลับไปบ้านพร้อมของที่ล้นเกินความต้องการของลูกๆ ไปเสียเยอะเลย และถ้าคุณเป็นคนในแบบข้างต้นที่กล่าวไปนั้น...นี่แหละ! คือสิ่งที่คุณควรจะต้องอ่าน เพราะคุณจะได้ Tips & Tricks ดีๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกของขวัญคริสต์มาส ซึ่งสามารถเป็นแนวทางการจับจ่ายช่วงเทศกาลแบบงบไม่บาน ไม่ว่าคุณมีงบจำกัด หรือแค่อยากจะลดค่านิยมด้านวัตถุในครอบครัว ในช่วงเทศกาลนี้ก็ตามที ขออย่าได้ลืมกฎของขวัญ 4 ประเภทนี้เชียว


กฎของขวัญ 4 ประเภทนี้แพร่หลายในโลกโซเชียลมาได้ราว 3-4 ปีที่ผ่านมาเห็นจะได้ ซึ่งดิฉันเองไม่รู้หรอกนะว่าต้นตอมาจากไหน แต่เท่าที่รู้มันมีหลายเวอร์ชั่นอยู่เหมือนกัน แนวคิดหลักคือ คุณไม่ควรซื้อของขวัญคริสต์มาสให้ลูกๆ เกิน 4 ชิ้น เพื่อลดความยุ่งยากวุ่นวายในการจับจ่าย และเพื่อไม่ให้เด็กๆ รู้สึกว่าได้รับอะไรมากล้นเกินพอดี





"กฎของขวัญ 4 ชิ้น" คืออะไร ?

"กฎของขวัญ 4 ชิ้น" อาจฟังดูยุ่งยากแต่จริง ๆ แล้วไม่เลย! มันช่วยให้การเลือกซื้อของง่ายขึ้นและไม่ทำให้คุณเผลอจ่ายเงินเกินความจำเป็น

นี่คือหลักการเลือกซื้อของตาม "กฎของขวัญ 4 ชิ้น"

  1. ซื้อของขวัญ 1 ชิ้นที่เด็ก ๆ อยากได้

  2. ซื้อของขวัญอีก 1 ชิ้น ที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตของพวกเขา

  3. ซื้อของขวัญชิ้นที่ 3 เป็นอะไรก็ได้ให้พวกเขาใช้สวมใส่

  4. ของขวัญชิ้นสุดท้ายเป็นหนังสือให้พวกเขาได้อ่าน


ทั้งหมดก็ง่ายๆ แบบนี้เอง แค่นี้ก็เกินพอแล้วสำหรับพวกเขา แม้ข้อแนะนำอาจจะดูกว้างไปหน่อย แต่ก็เจาะจงพอที่จะครอบคลุมของขวัญส่วนใหญ่ที่ลูกๆ ของคุณควรจะได้รับโดยไม่สะเทือนงบประมาณของคุณ


ข้อแนะนำที่เกี่ยวกับเด็กโตขึ้นมาหน่อยคือ เวลาที่คุณนึกถึงกฎของขวัญคริสต์มาส 4 ประเภทนี้สำหรับเด็กโตขึ้นมาหน่อย คุณอาจจะรู้สึกขัดใจหรือข้องใจอยู่บ้างก็เป็นได้ โดยเฉพาะถ้าหากที่ผ่านมาพวกลูกๆ ของคุณเคยชินกับการได้รับของขวัญจำนวนมากมายก่ายกองมาโดยตลอด หรือมีเพื่อนๆ ของพวกเขาที่จะได้รับของขวัญจำนวนมหาศาล ไม่ใช่ได้รับแค่ของขวัญ 4 ประเภทที่ว่ามาข้างต้นนั้น

อย่างไรก็แล้วแต่ คุณสามารถใช้เรื่องกฎของขวัญ 4 ประเภทนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะสอนเรื่องความพึงพอใจแบบพอเพียงในสิ่งที่พวกเขาได้รับหรือมีก็ได้ และช่วยให้พวกเขาเข้าใจถึงความสำคัญของการมีชีวิตความเป็นอยู่แบบพอประมาณได้เช่นกัน


สิ่งที่คุณทำนี้จะช่วยให้พวกเขาเห็นว่าอย่างน้อยคุณก็ยังมีของบางอย่างให้พวกเขาเหมือนที่ผ่านมา (จะว่าไป ก็มีมากได้ถึง 4 อย่างทีเดียว) คุณสามารถอธิบายให้พวกเขาเข้าใจได้ว่า คุณกำลังบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ และอย่างดีที่สุดเพื่อจะสามารถช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จำเป็นของพวกเขาได้ในอนาคต เช่นสะสมไว้สำหรับจ่ายเป็นค่าเทอม ค่าอุปกรณ์ หรือค่ากิจกรรมพิเศษต่างๆ ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยของพวกเขาได้ หรือไม่ก็ใช้สำหรับซื้อรถ หรือของจำเป็นชิ้นใหญ่อื่นๆ ที่พวกเขาอยากได้ หรือจำเป็นต้องมีต้องใช้ ที่พวกเขาจะปลื้มปริ่มมากกว่าของจิปาถะชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่สุดท้ายลูกๆ ของคุณอาจต้องเที่ยวบริจาค หรือยกให้ใครฟรีๆ  หรือไม่ก็โยนทิ้งถังขยะไป




ข้อดีหรือประโยชน์ของกฎของขวัญคริสต์มาส 4 ประเภทนี้อยู่ที่ว่า คุณสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับงบประมาณหรือสถานการณ์ครอบครัวของคุณได้ตามความเหมาะสม ที่แน่ๆ  ของขวัญช่วงเทศกาลอาจถึงกับสูบผลาญเงินคุณได้โดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว โดยเฉพาะสำหรับเด็กโตๆ เพราะฉะนั้น ถ้าครอบครัวของคุณมีลูกโตๆ หลายคน คุณก็ไม่ควร หรือไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอะไร ถ้าหากคุณอยากจะลดจำนวนเของขวัญให้เหลือเพียงแค่ 2 ชิ้นก็พอ ไม่ใช่ 4 ชิ้นตามกฎเป๊ะๆ แบบตายตัว ทั้งนี้เพื่อให้ทั้งหมดยังอยู่ในงบประมาณการจับจ่ายของครอบครัวคุณ

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ก็ได้เวลาที่คุณจะได้พบกับตัวอย่างแนวคิดของขวัญคริสต์มาสสำหรับลูกๆ ของคุณตามกฎของขวัญ 4 ประเภทกันได้เลย



กฎของขวัญ 4 ประเภทสำหรับเด็กเล็ก

หากช่วงหลายปีที่ผ่านมาคุณคุ้นเคยกับการเที่ยวหอบซื้อของขวัญคริสต์มาสแบบไม่ยั้งมือ ยั้งงบประมาณจนบานเบอะ คุณก็อาจต้องปวดหัวและยุ่งยากใจกับการเลือกตัดของขวัญบางอย่างออกไปก็เป็นได้ ข้อแนะนำด้านล่างต่อไปนี้คือตัวอย่างแนวคิดของขวัญ 4 ประเภทสำหรับเด็กเล็กของครอบครัวคุณ


สำหรับทารก

1. ของที่พวกเขาต้องการ เช่นของเล่นฝึกฝนทักษะการใช้มือแบบต่างๆ ที่ทำจากไม้

2. ของที่พวกเขาต้องมี เช่น เงินออมในบัญชี โดยคุณอาจจะเปิดบัญชีประจำในชื่อของลูกในธนาคาร โดยคุณอาจเพิ่มโอกาสขยายผลประโยชน์จากเงินฝากได้ เช่น เมื่อคุณเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารออมสิน นอกจากคุณจะได้ดอกเบี้ยตามมาตรฐานแล้ว คุณยังอาจได้รับรางวัลตามการออกสลากออมสินประจำในแต่ละเดือนอีกด้วย

3. ของสำหรับสวมใส่ เช่น หุ่นมือ หรือถุงเท้า เพราะเสื้อผ้าของพวกเขาอาจมีล้นชั้นอยู่แล้ว

4. หนังสือดีๆ เช่น หนังสือแบบที่มีลูกเล่นให้พวกเขาตอบโต้ หรือทำอะไรบางอย่างได้ เช่น มีหน้าต่างที่ให้พวกเขาสามารถเปิด หรือปิดเล่นได้ทั้งวัน


สำหรับเด็กวัยเตาะแตะ

1. ของที่พวกเขาต้องการ เช่น ชุดครัวของเล่น สำหรับเล่นที่บ้าน

2. ของที่พวกเขาต้องมี เช่น เสื้อคลุม หรือถุงมือ หรือเตียงขนาดใหญ่ขึ้น

3. ของสำหรับสวมใส่ เช่น เสื้อผ้าสวยๆ แบบใส่ออกข้างนอกหรือไปเที่ยว

4. หนังสือดีๆ เช่น ประเภทสร้างแรงบันดาลใจ หรือน่าจดจำประทับใจ


สำหรับเด็กโต

1. ของที่พวกเขาต้องการ เช่น จักรยานคันใหม่ สำหรับปั่นเล่นแถวๆ บ้าน

2. ของที่พวกเขาต้องมี เช่น เครื่องดนตรีที่พวกเขาเรียนเล่นที่โรงเรียน เช่นกีตาร์ อูเคเลเล่ คีย์บอร์ด หรือเครื่องดนตรีไทย (ปี่ ขลุ่ย ระนาด)

3. ของสำหรับสวมใส่ เช่น รองเท้ากีฬาเท่ๆ (ราคาแพง) ที่คุณอาจเคยตั้งใจไว้ว่า จะไม่มีทางควักเงินซื้อให้พวกเขาอย่างเด็ดขาด

4. หนังสือดีๆ เช่น หนังสือชุดเรื่องยาวต่อเนื่องสำหรับอ่านช่วงปิดเทอม


สำหรับวัยรุ่น

1. ของที่พวกเขาต้องการ เช่น โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้เขาได้พูดคุยเจ๊าะแจ๊ะกับเพื่อนๆ

2. ของที่พวกเขาต้องมี เช่น แท็บเล็ต หรือโน้ตบุ๊กเพื่อใช้ที่โรงเรียน

3. ของสำหรับสวมใส่ เช่น คุณอาจจัดบัตรของขวัญร้านเสื้อผ้าแบรนด์โปรดให้เขาไปเลือกซื้อเองได้เลย

4. หนังสือดีๆ เช่น หนังสือเรื่องยาวชุดใหม่ๆ หรือไม่ก็สมัครสมาชิกนิตยสารเล่มโปรดให้ลูกๆเสียเลย

ถ้าของด้านบนยังไม่เข้าท่าพอ คุณอาจจัดงบให้เขาไปจำนวนหนึ่งเพื่อให้เขาไปเลือกซื้ออะไรที่เขาอยากได้จริงๆ แทนก็ได้เช่นกัน